รังสรรค์และคัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์แบบ

บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด

Food Valley

Food Valley

นิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทยและภูมิภาคเอเซียน

 ที่ได้รับความร่วมมือกันระหว่าง สิงห์คอร์เปอเรชั่น, สถาบันอาหาร, SME BANK และ สสว. บนพื่นที่รวมประมาณกว่า 2,000 ไร่ ที่จังหวัดอ่างทอง

บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด
และ
บริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด

บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด
บริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด

โรงงานผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาด ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ

เช่น GMP , Haccp,Halal , BRC เป็นต้น โดยมีลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เช่น Made By TODD , Minor Food Group , King Power , Sodexo , ALDI เป็นต้น 

Food Innovation
Center

Food Innovation Center

ศูนย์นวัตกรรมในการวิจัยและพัฒนาสินค้าด้านอาหาร

ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีเครื่องมือที่ถูกออกแบบเฉพาะ พร้อมทีมงานมืออาชีพ พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ

บริษัท เอสคอมพานี จำกัด

บริษัท เอสคอมพานี จำกัด

กลุ่มธุรกิจร้านอาหารเจ้าของแบรนด์ Est.33 , Farm Design , และ Kitaohji เป็นต้น

Food Valley
นิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทยและภูมิภาคเอเซียน
 ที่ได้รับความร่วมมือกันระหว่าง สิงห์คอร์เปอเรชั่น, สถาบันอาหาร, SME BANK และ สสว. บนพื่นที่รวมประมาณกว่า 2,000 ไร่ ที่จังหวัดอ่างทอง
บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด

บริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด
โรงงานผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาด ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ
เช่น GMP , Haccp,Halal , BRC เป็นต้น โดยมีลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เช่น Made By TODD , Minor Food Group , King Power , Sodexo , ALDI เป็นต้น 
FOOD INNOVATION CENTER
ศูนย์นวัตกรรมในการวิจัยและพัฒนาสินค้าด้านอาหาร
ด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีเครื่องมือที่ถูกออกแบบเฉพาะ พร้อมทีมงานมืออาชีพ พร้อมรองรับลูกค้าหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ
บริษัท เอสคอมพานี จำกัด
กลุ่มธุรกิจร้านอาหารเจ้าของแบรนด์ Est.33 , Farm Design , และ Kitaohji เป็นต้น
Previous
Next

สื่อเผยแพร่

บริษัทบุญรอดฯ ห่วงปัญหาปากท้อง เร่งจ้างงาน-สร้างอาชีพ ผ่านโครงการ “สิงห์อาสา” ทั่วประเทศ

ตามที่คุณ ปิติ ภิรมย์ภักดีได้บอกไว้ว่า "นี่คือนโยบายเร่งด่วนในการบรรเทาความเดือดร้อน แก้ปัญหาปากท้องและสร้างอาชีพให้ทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ โดยเริ่มต้นเลยทันทีผ่าน 3 โครงการเร่งด่วน ซึ่งอาสาสมัครที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการจะได้รับเบี้ยเลี้ยงรวมทั้งสวัสดิการอาหารทุกคน และยังมีโครงการด้านการเกษตรที่สิงห์อาสาทำร่วมกับศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านสิงห์อาสา 4 จังหวัด รวมถึงโครงการฝึกทักษะวิชาชีพที่ทำร่วมกับเครือข่ายสิงห์อาสาทั่วประเทศ โดยจะเปิดอบรมฟรี เพื่อให้ผู้ที่มาเรียนมีทักษะอาชีพ สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัวต่อไป" #singhacorporation #FoodFactors #สิงห์อาสา

28 เม.ย. 2020

สิงห์อาสามอบอาหารแช่แข็งและน้ำดื่มให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย COVID-19

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา Food Factors ร่วมกับ สิงห์อาสา โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ได้นำอาหารแช่แข็ง Made By TODD พร้อมตู้แช่แข็ง ข้าวรีทอร์ทจาก Food Factors และน้ำดื่มสิงห์ ส่งมอบให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ดูแลโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลสนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทีมสิงห์อาสาได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สถาบันบำราศนราดูร, โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์, โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในส่วนของอาหารแช่แข็งและน้ำดื่มสิงห์นั้น สิงห์อาสาได้นำส่งมอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เพียงพอต่อเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างแข็งขัน

6 เม.ย. 2020

WILD HONEY PROJECT 2020

WILD HONEY PROJECT 2020 โครงการที่เกิดจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เชฟก้อง – ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร สิงห์อาสา และกลุ่มชาวบ้านในชุมชนพื้นถิ่น "ชาวปกาเกอะญอ" แห่งบ้านห้วยหินลาด ครั้งนี้บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ได้เล็งเห็นความสำคัญของ น้ำผึ้งป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ จึงต้องการร่วมรักษา พัฒนา เพิ่มพื้นที่ป่า และยังถือเป็นการช่วยส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับชาวบ้านในชุมชน จึงได้ร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำ "หนังสือมธุกร" ผลผลิตจาก "โครงการน้ำผึ้งป่า" ที่ทาง "เชฟก้อง" ดูแลส่งเสริมพัฒนา โดยรายได้ของการจัดจำหน่าย "หนังสือมธุกร" ทั้งหมดจะถูกนำไปพัฒนาพื้นที่อนุบาลประชากรผึ้งและพื้นที่การเรียนรู้ "การเก็บน้ำผึ้ง" เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบต่อไป "หนังสือมธุกร" หรือ "หนังสือน้ำผึ้งป่ามธุกร พ.ศ. 2562" คือ เรื่องราวของผืนป่า ผึ้งป่า และคนเก็บน้ำผึ้ง กว่าที่จะเป็น "น้ำผึ้งป่า" และผึ้งหลากหลายสายพันธ์ ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งชาญโรง และผึ้งมิ้น ภายในหนังสือจะมี "น้ำผึ้งป่า - Royal Honey Bee" น้ำผึ้งป่าร้อยเปอร์เซนต์ ไม่มีการผสมเจือปนหรือสารแต่งกลิ่นใดๆ เกิดจากการจับตัวเป็นผลึกแข็ง จากดอกกวาวเครือแดงในป่า ทำปฏิกิริยากับน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาของ "ชาวปกาเกอะญอ" แห่งบ้านห้วยหินลาด เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการนี้ ทางบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด จึงได้จัดงาน "Chef’s Table By Chef Kong (LOCUS)" ขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 ที่ Made By TODD Pop Up Restaurant (EST.33 สาขา CDC) เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลและสร้างประสบการณ์ผ่านมื้ออาหาร โดยมี "น้ำผึ้งป่า" เป็นวัตถุดิบหลักเพื่อร่วมส่งเสริมอาชีพ "หาน้ำผึ้งป่า" ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน ถือเป็นการช่วยสร้างรายได้และรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนและเผยแพร่เรื่องราวของ "น้ำผึ้งป่า" ให้คนทั่วไปได้รับรู้อีกด้วย FoodFactors #BoonrawdBrewery #สิงห์อาสา #Locusnativefoodlab

30 ม.ค. 2020

บุญรอดฯ รุกธุรกิจอาหารยก FOOD FACTORS เป็น 1 ใน 6 PILLAR เชื่อ 3 ปี ทะลุ 5,000 ล้านบาท

หลังจากกลุ่มบุญรอดบริเวอรี่ ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มของเมืองไทย ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ มุ่งแสวงหาโอกาสขยายธุรกิจใหม่ โดยมี 6 เสาหลัก ที่เป็นหัวหอกสร้างการเติบโตขององค์กร ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2.กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3.ธุรกิจระดับภูมิภาค(รีจินัล)ภายใต้ สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4.อสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์เอสเตท 5.ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอดซัพพลายเชน และ 6.ธุรกิจอาหาร โดยฟู้ด แฟ็คเตอร์ส ปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มบุญรอดฯ ปรับโครงสร้างธุรกิจ ขยายสู่เสาหลักใหม่ ใน 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้ทำหน้าที่ดูแล 2เสาหลัก ได้แก่ ซัพพลายเชน และธุรกิจอาหาร โดยธุรกิจอาหารวางแผนบุกในการผลิตสินค้าคุณภาพ ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค เพื่อสร้างการเติบโตภายใน 3 ปี สำหรับแผนธุรกิจเบื้องต้น มีการปรับโครงสร้างธุรกิจอาหาร เพื่อให้มีศักยภาพและความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีการรวบรวมบริษัทในเครือทั้งหมดที่เคยแยกกันบริหารงาน ผลิตสินค้าสร้างยอดขายประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อบริษัท มาอยู่ภายใต้ “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส” อาทิ ธุรกิจข้าวถุงพันดี,  ร้านอาหารเอส33, ร้านฟาร์มดีไซน์, ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji, โรงงานผลิตสินค้ากลุ่มอาหารเฮสโก ฟู้ด อินดัสทรี และเฮสโก โซลูชั่น,  โรงงานผลิตเครื่องดื่มวราฟู้ดส์ เป็นต้น และรวมทีมงานให้มาอยู่ในศูนย์กลางประมาณ 150 คน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในเชิงรุก ทั้งนี้ การผนึกกำลังกันของกลุ่มธุรกิจอาหาร ส่งผลให้ขนาดของธุรกิจใหญ่ขึ้น และประมาณการรายได้รวม  4,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภายใน  3 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการผลักดันรายได้ให้กลับไปยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 5,000 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิ 8-15% สอดคล้องกับมาตรฐานธุรกิจ และมุ่งทะยานสู่ระดับ 10,000 ล้านบาท จากนั้นจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุน ต่อยอดการเติบโตธุรกิจต่อไป สำหรับแผนในการมุ่งสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย บริษัทวางแผนในการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดในหมวดหมู่สินค้าใหม่ๆ เช่น สินค้าพร้อมรับประทาน(Ready to eat :RTE) อาหารพร้อมปรุง (Ready to cook :RTC) เนื่องจากบริษัทมีการสร้างห้องปฏิบัติการด้านอาหาร (Food Lab)ไว้รองรับการพัฒนาสินค้าเรียบร้อยแล้ว ด้านโรงงานผลิตสินค้า ยังมีพื้นที่ในการขยายกำลังการผลิตสินค้าในเครือ และรับจ้างผลิตสินค้านอกเครือ(OEM) ให้กับแบรนด์ไทยและต่างประเทศ บริษัทยังมองโอกาสในการซื้อและควบรวมกิจการ(M&A) การร่วมทุน(Joint venture) ถือหุ้นส่วนน้อยและส่วนมาก รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับธุรกิจอาหารแบรนด์อื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อขยายตลาดสร้างการเติบโต  จากนโยบาย สันติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ต้องการให้เราขยายสู่ธุรกิจใหม่ๆมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนระยะยาว ส่วนการขยายธุรกิจอาหาร ผมได้โจทย์สำคัญ คือต้องทำให้บริษัท Take off ให้ได้ภายใน 3 ปี โดยวิธีการจะไปให้ถึงเป้าหมาย เริ่มจากการปรับโครงสร้างองค์กรและสินค้า วางแผนพัฒนาสินค้าใหม่ ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กว้างขวางครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย วางแผนในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแบรนด์อื่นๆ ขณะที่หัวใจการของการทำธุรกิจอาหาร เบื้องต้นจะต้องผลิตสินค้าอร่อย มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค” ปิติ กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจอาหารมีการเติบโตทุกเซ็กเม้นต์ มากน้อยแตกต่างกันไป โดยตลาดที่มีมูลค่าระดับ 9 หมื่นล้านบาท อาจโตไม่มาก ส่วนตลาดที่มีขนาด 2-3 หมื่นล้านบาท สามารถเติบโตในอัตรา 2 หลัก เช่น กลุ่มอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน อย่างไรก็ตาม ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส ก่อตั้งมาประมาณ 1 ปีเศษ การปรับโครงสร้างครั้งนี้ แล้วเสร็จ 95% โดยที่ผ่านมา บริษัทมีการขออนุมัติกรอบวงเงินเพื่อลงทุน 2,500 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจภายใน 3 ปี ซึ่งขณะนี้เหลือระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง และการรุกหนักธุรกิจอาหาร บริษัทจึงมองกรอบการลงทุนขั้นต่ำประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจในอนาคต และนอกจากนี้ยังจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมในการวิจัยและพัฒนาสินค้าด้านอาหาร(Food Innovation Center) โดยมีทีมงานวิจัยมืออาชีพในการคิดค้น นำเสนอสินค้าใหม่ ภายใต้การผลิตที่ใช้เทคโนยีทันสมัย รองรับความต้องการลูกค้าได้อย่างหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในแผนระยะยาว ยังมองการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาหารบนพื้นที่ 2,000 ไร่ จังหวัดอ่างทอง เพื่อให้การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ครบวงจรในพื้นที่เดียว"

12 พ.ย. 2019

ภาพบรรยากาศงานแถลงข่าว บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เข้าซื้อ “ซานตา เฟ่” เสริมพอร์ตธุรกิจอาหาร ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจอาหารต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ภาพบรรยากาศงานแถลงข่าว บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เข้าซื้อ “ซานตา เฟ่” เสริมพอร์ตธุรกิจอาหาร ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจอาหารต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยคุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด (Food Factors) เปิดเผยว่า ฟู้ด แฟคเตอร์ฯ ในกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครบวงจร ได้ลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ในการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท เคที เรสทัวรองท์ฯ (KT) หรือร้านซานตา เฟ่ สเต็ก (Santa fe') ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่เพื่อผลักดันกลุ่มธุรกิจอาหาร โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจอาหาร 4,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า

10 พ.ย. 2019

‘ฟู้ด แฟคเตอร์’ ถึงเวลาทะยาน หลังได้จิ๊กซอว์ใหม่ ‘ซานตา เฟ่’ เสริมทัพ เพิ่มความแกร่งพอร์ตธุรกิจอาหาร

หลังจากการจัดทัพครั้งใหญ่ ในธุรกิจอาหารที่มีอยู่ทั้งหมดของกลุ่มสิงห์ คอร์เปอเรชั่น เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ให้มาอยู่ภายใต้ ‘บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด’ ซึ่งจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจนี้เป็น 1 ใน 6 เสาหลักสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในกับกลุ่มสิงห์ คอร์เปอเรชั่น วันนี้ ‘ปิติ ภิรมย์ภักดี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ประกาศพร้อมแล้วที่จะพาบริษัทดังกล่าวทะยานสู่เป้าหมายในการบุกธุรกิจอาหารอย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง เพื่อผลักดันรายได้สู่ 15,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี “เฟสแรกเป็นการเตรียมความพร้อมภายในของเรา ด้วยการ Reorganization กลุ่มธุรกิจอาหารใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งเรื่องโครงสร้าง และทิศทางในการเติบโต ซึ่งการดำเนินการในเฟสนี้จบไปแล้ว ต่อไปจะเป็นเฟส 2 ที่เราจะบุกเพื่อสร้างการเติบโตให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้แบบมีทิศทางเดียวกัน คือ ไม่ใช่แค่ teamwork แต่ต้อง synergy”  ปัจจุบันธุรกิจอาหารภายใต้ ฟู้ด แฟคเตอร์เรียกได้ว่า มีครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจต้นน้ำกับกลุ่มการผลิตและผลิตภัณฑ์ (Food Product & Production) ได้แก่ ‘บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด’ และ ‘บริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด’ ทำหน้าที่เป็นโรงงานเพื่อพัฒนาและผลิตโปรดักท์ออกสู่ตลาด ทั้งสำหรับบริษัทภายในกลุ่มสิงห์เอง อย่าง Made By TODD และให้กับพาร์ทเนอร์ภายนอก อาทิ  Minor Food , King Power , Sodexo , ALDI เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ‘บริษัท ข้าวพันดี จำกัด’ ผลิตและจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราข้าวพันดี และโปรดักท์ที่ทำมาจากข้าว ฯลฯ กลางน้ำ-กลุ่มเครือข่ายธุรกิจอาหาร (Food Network) ได้แก่ บริษัท Bevchain logistics จำกัด ที่จะดูแลธุรกิจด้านซัพพลายเชนของในกลุ่มและนอกกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ สุดท้าย ปลายน้ำ กับกลุ่มร้านอาหาร (Food Retail) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ‘บริษัท เอสคอมพานี จำกัด’ ประกอบด้วย ร้าน Est.33 , ร้าน Farm Design , ร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji และดีลล่าสุดที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการ นั่นคือ การที่ฟู้ด แฟคเตอร์ลงทุนกว่า 1,500 ล้าน เข้าไปถือหุ้น 88% ใน ‘บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด’ เจ้าของร้านสเต็กดังอย่าง ‘ซานตา เฟ่’ และ ร้านอาหารไทยอีสาน ‘เหม็ง นัวนัว’ ‘ซานตา เฟ่’ จิ๊กซอว์ใหม่ เพิ่มความแกร่งกลุ่ม Food Retail “ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรามีการพูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ 6-7 แบรนด์ แต่มาสรุปที่เคที เรสทัวรองท์ เพราะเรามองว่า เป็นอะไรที่ตอบโจทย์และเข้ากันกับเราที่สุด เพราะจะทำให้กลุ่ม Food Retail ซึ่งเป็นธุรกิจปลายน้ำของบุญรอดฯ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจาก ซานตา เฟ่ เป็นแบรนด์ที่ติดตลาด และมีการเติบโตสูง ขณะที่ร้านอาหารไทยอีสาน เหม็ง นัวนัว ก็มีโอกาสทางธุรกิจ” สำหรับความร่วมมือต่อจากนี้ระหว่างบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ฯ กับบริษัท เคที เรสทัวรองท์ฯ จะเน้นการ synergy ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การปรับเมนูใหม่ ที่ทำจากซอสต๊อด รวมไปถึงการนำสินค้าของกลุ่มบุญรอดฯ อาทิ น้ำดื่ม เบียร์ และซอสต๊อด ฯลฯ มาวางจำหน่ายภายในร้านซานตา เฟ่ ที่ตอนนี้มีอยู่ 117 สาขา และร้านอาหารไทย อีสาน เหม็ง นัวนัว 7 สาขา นอกจากนี้ มีแผนจะใช้สาขาของทั้งซานตา เฟ่ และเหม็ง นัวนัว ซึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์ R&D ด้วยการให้พนักงานเข้าไปพูดคุยสำรวจความพึงพอใจและความต้องการของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาโปรดักท์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด สวมบทบาท Developer เร่งโตฟู้ด แฟคเตอร์ ส่วนแผนสร้างความแข็งแกร่งให้กับฟู้ด แฟคเตอร์ในอนาคต จะเป็นอย่างไร ทาง ปิติ ในฐานะแม่ทัพใหญ่บอกว่า ภายใน 2 – 3 ปี จะต้องมีร้านอาหารแบรนด์ใหม่อีก 2 – 3 แบรนด์ และมีร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 50 สาขา โดยฟู้ด แฟคเตอร์ จะสวมบทบาท developer ทำหน้าที่พัฒนาและต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเอง และในรูปแบบ Join venture ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เสมอไป แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ต้องสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งและพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันได้อย่างไม่มีปัญหา สำคัญไปกว่านั้น คือ ต้องมีทัศนคติหรือแนวคิดในการทำธุรกิจที่ไปในทิศทางเดียวกัน รวมไปถึงวางแผนจะสร้างซัพพลายเชนธุรกิจอาหารให้ครบวงจร ในการศึกษาความเป็นไปได้ในการทำ ‘ครัวกลาง’ (Central Kitchen) เพื่อเป็นศูนย์กลางของการผลิต ตลอดจนมีแผนจัดตั้งศูนย์การกระจายสินค้า (Central Distribution) ด้วยการร่วมกับกลุ่มเฮสโก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการผลิตอาหาร, กลุ่ม Food innovation Center ศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม, และกลุ่ม Bevchain logistics การบริหารจัดการและการกระจายสินค้า  สู่ภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ สำหรับจับกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง “ธุรกิจอาหารเรามองเป็นธุรกิจสำคัญของกลุ่มบุญรอดฯ แม้จะแข่งขันสูง แต่ด้วยการวางแผนที่ดี มีทิศทางชัดเจน และครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ เชื่อว่า เราจะโตตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ ธุรกิจอาหารจะมีรายได้ 15,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีจากนี้ ส่วนตอนนี้ทำรายได้อยู่ที่ 4,500 ล้านบาท”  ปัจจุบันธุรกิจของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ ประกอบด้วย 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม, กลุ่มที่ 2 ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ภายใต้การดำเนินการของ ‘บางกอกกล๊าส’, กลุ่มที่ 3 ธุรกิจระดับภูมิภาค ภายใต้ ‘สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง’, กลุ่มที่ 4 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ‘สิงห์เอสเตท’, กลุ่มที่ 5 ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้ ‘บุญรอดซัพพลายเชน’ และ กลุ่มที่ 6 ธุรกิจอาหาร โดยมี ฟู้ด แฟคเตอร์ เป็นผู้ขับเคลื่อน ข้อมูลจาก marketingoops

5 พ.ย. 2019

“สิงห์” เข้าซื้อ “ซานตาเฟ่” ถือหุ้น 90% มูลค่า 1,500 ล้าน เติมพอร์ตธุรกิจอาหาร

สิงห์ คอร์เปอเรชั่นได้เข้าซื้อกิจการร้านซานตาเฟ่ สเต๊ก ในมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ราวๆ 1,500 ล้านบาท หวังต่อยอดธุรกิจร้านอาหารให้แน่นขึ้น ซานตาเฟ่ เป็นร้านสเต๊กชื่อดังในระดับแมส บริหารโดย บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด มีสาขาทั้งหมด 110 สาขา ส่วนใหญ่อยูใ่นกรุงเทพฯ และมีที่กัมพูชา 1 แห่ง โดยเมื่อปี 2558 ได้เงินทุนจากองทุน Lakeshore Capital อีก 160 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 26% สำหรับสิงห์เองก็ได้บุกธรกิจอาหารมากขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2561 ได้ลงทุน 5,000 ล้าน ตั้ง “บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด” เพื่อสร้างเครือข่ายดำเนินธุรกิจอาหารทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยที่ทายาทคนน้องอย่าง “ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี” เป็นผู้กุมบังเหียน สิงห์ต้องการขยายพอร์ตธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น วางแผนรายได้จากธุรกิจอาหารจะต้องเติบโตเป็น 15,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี การซื้อกิจการซานตาเฟ่ในครั้งนี้ก็เพื่อมาเติมพอร์ตธุรกิจอาหารให้แน่นขึ้นเช่นกัน คาดว่าในอนาคตน่าจะมีดีลการซื้อกิจการเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน ข้อมูลจาก positioningmag

15 ต.ค. 2019

สิงห์ฯ บุกธุรกิจอาหารเต็มสูบ เปิดตัว Food Factors อาณาจักรอาหารครบวงจร เป้า 3 ปี 5,000 ล้าน

ไม้ใหญ่ต้องแผ่กิ่งก้านไพศาลฉันใด บริษัทใหญ่อย่างบุญรอดบริวเวอรี่ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมย่อมขยายธุรกิจไปสู่น่านน้ำใหม่ฉันนั้น ล่าสุดกับการมอบหมายให้ ปิติ ภิรมย์ภักดี ทายาทรุ่นที่ 4 รับผิดชอบดูแล บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ จำกัด(Food Factors)ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส จำกัดโดยเขาหมายมั่นปั้นมือที่จะขับเคลื่อนให้บริษัทนี้มีรายได้ทะลุ5,000ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากนี้ ชูโปรดักส์ นวัตกรรมอาหาร และการบริหารจัดการซัพพลาย เชน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารไม่ต่ำกว่า 10 ราย ถึงเวลาต้อง Diversify ปิติ ภิรมย์ภักดี บอกว่า “ได้เข้ามาในธุรกิจอาหารถ้าเป็นตัวรีเทลหรือร้านอาหาร Est.33 ซึ่งเปิดมาเป็นปีที่ 9 นั้น เปรียบเสมือนโชว์เคสในเรื่อง microbrewery มากกว่าการเน้นเรื่องอาหาร เช่นเดียวกับการทำร้านฟาร์มดีไซน์ ที่เน้นวัตถุดิบหลักจากประเทศญี่ปุ่นในขณะที่การมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับธุรกิจอาหารอย่างจริงจังของบุญรอดฯ เกิดขึ้นเมื่อ 3ปีที่แล้ว เพราะต้องการ diversify ธุรกิจหลักอย่างเบียร์ น้ำดื่ม และโซดาขยายไปยังธุรกิจอาหาร เพราะธุรกิจอาหารในไทยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เติบโตแทบทุกเซ็กเม้นท์ ไม่ว่าจะเป็นฟู้ดเดลิเวอรี่ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) และตลาดอาหารพร้อมปรุง (Ready to Cook) ซึ่งเป็น 2เซ็กเม้นท์ที่เติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก และเป็นเซ็กเมนท์ที่ ฟู้ด แฟ็คเตอร์ จะรุกหนักเป็นพิเศษ” ในช่วงแรกเริ่มของฟู้ด แฟ็คเตอร์ ปิติยอมรับว่า ยังไม่สามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ตามที่ต้องการ แต่ถือเป็นช่วงของการปูพื้นฐานบริษัทให้แข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงการคิดค้นและสร้างสรรค์สูตรนวัตกรรมอาหาร แต่นับจากนี้เป็นช่วงเวลาที่เขายืนยันอย่างมั่นใจว่า “เราพร้อมลุยแล้ว”“ตอนนี้ฟู้ด แฟ็คเตอร์ ยังถือเป็นธุรกิจที่ยังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์อยู่ และกำลังเจริญเติบโต โดยมีโจทย์ที่ท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้เทคออฟได้ภายใน 3 ปี” สำหรับฟู้ด แฟ็คเตอร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหารครบวงจร แบ่งโครงสร้างการดำเนินธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ฟู้ด รีเทลส์  โดย บริษัท เอสคอมพานี จำกัด ดูแลธุรกิจร้านอาหาร Est.33, ร้านฟาร์มดีไซน์ และร้านคิตาโอจิ 2.โปรดักส์ แอนด์ โปรดักชั่น โดย บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด และบริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด ดูแลโรงงานผลิตสินค้าทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C ลูกค้ารายหลัก ได้แก่ เมด บาย ต๊อด, ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป, คิง พาวเวอร์,โซเด็กซ์โซ และอัลดิ เป็นต้น และบริษัท ข้าวพันดี จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตกว่า 90%โดยจะผลิตเพื่อ OEM ฟู้ด แฟ็คเตอร์ จึงเป็นหัวหอกในน่านน้ำใหม่ ที่บุญรอดบริวเวอรี่ต้องการจะขยายธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากธุรกิจหลักอย่างเบียร์ น้ำดื่ม และโซดา ที่แม้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่ใน Growth Stage ทั้งยังมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ  โดยเฉพาะเบียร์ จึงจำเป็นที่จะต้องลงเล่นในตลาดอื่นๆ ที่ยังมีศักยภาพและการเติบโตสูง ซึ่งด้วยการผลิตสินค้าอาหารวงจรนี้จะทำให้ฟู้ด แฟ็คเตอร์ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ ทั้งโรงแรม, ร้านอาหาร, ฟู้ด เซอร์วิสต่างๆ รวมถึงสามารถต่อยอดด้วยระบบแฟรนไชส์ ที่จะช่วยทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น แม้ในปัจจุบันธุรกิจฟู้ด รีเทลของบุญรอดบริวเวอรี่ยังเป็นตลาดที่เล็กมากเพียงแค่ 400-500ล้านบาท แต่ถ้ารวมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด ที่บุญรอดบริวเวอรี่ถือหุ้นอยู่ก็ราว 4,500 ล้านบาท ซึ่งก็ยังนับว่าเล็กมาก เมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของบุญรอดบริวเวอรี่ แต่ปิติก็มั่นใจว่าธุรกิจฟู้ด รีเทล มีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ เป็นเหมือนกึ่งๆ  สตาร์ท อัพ แต่มีแบ็ค อัพที่ดี มีทีมงานที่ดี และเครือข่ายที่ดี จึงมั่นใจว่าจะสามารถ disrupt ตลาดนี้ได้ในระดับหนึ่ง” ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ ดำเนินธุรกิจที่หลากหลายประกอบด้วย 6เสาหลัก ได้แก่  1.การผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ น้ำดื่ม และโซดา (บุญรอดบริวเวอรี่)2.การผลิตขวดแก้ว (บีซีจี กรุ๊ป)  3.ธุรกิจการค้าในภูมิภาค(สิงห์ เอเชียโฮลดิ้ง)4.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (สิงห์ เอสเตท)5.ธุรกิจซัพพลายเชน (บุญรอดซัพพลายเชน)และ 6.ธุรกิจอาหาร (ฟู้ด แฟ็คเตอร์) อร่อย สด ใหม่ พร้อมนวัตกรรม…หัวใจสำคัญพิชิตชัยธุรกิจอาหาร ปิติ ตระหนักดีว่าการที่จะปักหลักในธุรกิจนี้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ดังนั้นฟู้ด แฟ็คเตอร์ จึงก่อตั้ง Food Innovation Center ขึ้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมในการวิจัยและพัฒนาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมกับทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อทำให้อาหารอยู่ในสภาพสดใหม่ อร่อย และคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อรองรับลูกค้าหลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศ “สำหรับแนวทางในการพัฒนาสินค้าของฟู้ด แฟ็คเตอร์ คือ “รสชาติต้องมาก่อน” เน้นความอร่อย ราคาจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก หมายความว่าใน 4Ps สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ Product ที่ต้องถูกปาก และถูกใจผู้บริโภคนั่นเอง  เพราะธุรกิจอาหารในไทยมาเร็วไปเร็ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็คือ Digital Disruption ปัจจุบันคนเข้าถึงข้อมูลออนไลน์มากขึ้น มีการรีวิวเผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งจาก Influencerและ Friend list ทำให้คนแห่ไปกินตามกระแส ธุรกิจที่ตีหัวเข้าบ้านจึงเกิดได้เร็ว จากเดิมกว่าจะเป็นที่รู้จักและติดตลาดต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 1-2 ปี ทำให้ผมเล็งเห็นว่าการพัฒนารสชาติให้อร่อย ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมจะทำให้เราสามารถสู้ศึกในธุรกิจนี้ได้อย่างยั่งยืน” เท่านั้นยังไม่พอเตรียมลงทุนโครงการ Food Valley นิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทยและภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่กว่า2,000ไร่ ที่จังหวัดอ่างทอง เพื่อกระจายสินค้าไปยังอาเซียน ประกอบด้วยโรงงานพลังงานเปลี่ยนแกลบเป็นไฟฟ้า และโครงการนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบ แต่มีทิศทางชัดเจน อย่างไรก็ตามการเดินเกมของฟู้ด แฟ็คเตอร์ จะก้าวอย่างมั่นใจและมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับการบริการและความพึงพอใจลูกค้าเป็นหลัก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ด้วยการพัฒนาสินค้าให้ใกล้เคียงหรือตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด รวมถึงการรักษาความลับในเรื่องสูตรของลูกค้า สำหรับแผนธุรกิจในลำดับถัดไปที่ปิติให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การ Synergy ธุรกิจรีเทลกับอุตสาหกรรมให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เช่น ล่าสุดได้นำเมนูเด่นหรือเมนูยอดนิยมจาก เอส.33ไปผลิตเป็นอาหารพร้อมรับประทานและอาหารพร้อมปรุง หรือเรียกว่าเป็นกลยุทธ์ Reverse ไม่ขายเฉพาะแค่หน้าร้าน ด้วยกลยุทธ์นี้จะทำให้สามารถเปิดตลาดช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ ได้ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างสาขาจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังต้องเสริมทัพให้แข็งแกร่งด้วยทีม Trader ชื่อว่า เทรด แฟคเตอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมารับผิดชอบ ดูแลเรื่องการกระจายสินค้า, การวัดผลความพึงพอใจของลูกค้าโดยเฉพาะ นี่คือการพัฒนาฮาร์ดแวร์ให้ฟู้ด แฟ็คเตอร์ สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น รวมถึงเป็นช่องทาง     เพิ่มรายได้ด้วยการให้บริการเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพที่ไม่มีกำลังที่จะลงทุนในเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องการกระจายสินค้าไปให้ถึงมือผู้บริโภค พร้อมทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาและบริการลูกค้าอย่างครบครัน ไม่ขอโตเดี่ยว แต่ขอเกี่ยวไปกับพันธมิตร สำหรับเป้าหมายในส่วนของฟู้ด รีเทล ตั้งเป้าทำได้ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของธุรกิจนี้ที่ทำกำไรได้ราว 8-15% และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ฟู้ด แฟ็คเตอร์ จึงทุ่มเงินลงทุนตั้งแต่ปีแรกที่เปิดบริษัทจนถึงปีนี้ 2,500 ล้านบาท นับจากนั้นมองเรื่องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นรายได้จะต้องทะลุ 10,000 ล้านบาท ดังนั้นจะต้องลงทุนอย่างต่ำราว 5,000-8,000 ล้านบาท พร้อมกับต้องปั้นสินค้า 3-4 ตัวให้ติดตลาดต่างประเทศด้วย แม้ดีลระดับหมื่นล้านบาทสำหรับฟู้ด แฟ็คเตอร์ ยังไม่เกิดขึ้น แต่ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งของบริษัทแม่อย่างบุญรอดบริวเวอรี่ ปิติบอกว่า เป็นไปได้อย่างแน่นอนและต้องการที่จะจับมือกับพันธมิตรในหลากหลายรูปแบบมากกว่าที่จะเข้าไปเทคโอเว่อร์เพียงอย่างเดียว “เราจะก้าวกระโดดเข้าไปแล้วทำในรูปของการลงทุนแล้วขายไปก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของบุญรอดฯ”ในส่วนของพันธมิตรธุรกิจซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักในการโลดแล่นในธุรกิจอาหารได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งนั้นถือว่าฟู้ด แฟคเตอร์เปิดกว้างค่อนข้างมาก พันธมิตรในขณะนี้ไม่ใช่รูปแบบของการร่วมทุน (Joint Venture) เพราะถือว่าเป็น Gentlement Agreement และมองว่าแม้จะดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็ไม่ใช่คู่แข่งกันเสมอไป แต่เป็นเครือข่ายและร่วมมือเพื่อช่วยพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้หากแผนธุรกิจทั้งหมดประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ปิติคาดว่าภายใน 3ปี นับตั้งแต่ปี 2563-2565 จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ด้วยรายได้ทะลุ 5,000 ล้านบาท ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบการบุกเบิกธุรกิจใหม่ให้กับบริษัทฯ ปิติบอกว่า ความกดดันที่สุดที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ ขนาดของการทำธุรกิจ แต่ด้วยจุดแข็งของฟู้ด แฟ็คเตอร์ ที่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมการบริหารจัดการที่ดี ก็เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นำพาให้บริษัทฯ แจ้งเกิดในอุตสาหกรรมอาหารได้ไม่ยาก ข้อมูลจาก brandbuffet

12 มิ.ย. 2019

ผ่า Vision “ปิติ ภิรมย์ภักดี” กับภารกิจปั้น “Food Factors” เสาหลักที่ 6 ของ “สิงห์”

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมาของ  “บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด” คือการปรับโครงสร้างธุรกิจภายในองค์กร จนนำไปสู่การแบ่งธุรกิจออกเป็น 6 เสาหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม 2.กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์บางกอกกล๊าส 3.ธุรกิจระดับภูมิภาค (รีจินัล) ภายใต้ สิงห์ เอเชีย โฮลดิ้ง 4.อสังหาริมทรัพย์ โดยสิงห์เอสเตท 5.ธุรกิจซัพพลายเชน ภายใต้บุญรอดซัพพลายเชน และ 6.ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส สำหรับ “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส”(Food Factors) ถือเป็นเสาใหม่ ที่เกิดจาการปรับโครงสร้าง รวบรวมบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ “อาหาร” ที่ยังกระจัดกระจายมาอยู่ภายใต้บริษัทใหม่เพื่อให้มีความแข็งแรงและเดินไปในทิศทางเดียวกัน “ธุรกิจอาหารไทย” นอกจากจะเป็นธุรกิจที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่องแล้ว “อาหาร” ยังเป็นวัฒนธรรมที่ซึมซับอยู่ในวิถีชีวิตของทุกคน ที่สำคัญ “อาหารไทย” มีอิทธิพลอย่างมากในเวทีโลก ดังนั้นผู้ที่จะมาดูแล “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส” จึงต้องมีความเข้าใจในอาหารอย่างลึกซึ้ง หน้าที่นี้จึงตกเป็นของ “ปิติ ภิรมย์ภักดี” ที่มี Passion ความรัก และความหลงใหลในอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากสิ่งนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะโจทย์ที่ “ปิติ” ได้รับคือการทำให้ ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต “Take off” ให้ได้ภายใน 3 ปี คำถามที่ตามมาคือจะ “Take off” ในรูปแบบไหน ? เป็นไปได้ไหมที่ซื้อกิจการอื่นด้วยดีลหมื่นล้าน “ปิติ” บอกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ แต่ตัวเองยังไม่พร้อม ยังมีข้อจำกัดหลายๆ ด้าน ดังนั้นสิ่งที่ทำมาตลอดปีครึ่งที่เข้ามาบริหาร จึงเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมธุรกิจที่แข็งแรงเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งที่ไม่จำเป็นตัดทิ้งไป ปัจจุบันปรับไปได้ 95% โดย บริษัท ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส จำกัด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ที่ครอบคลุมธุรกิจอาหาร “ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึง ปลายน้ำ” คือ 1.Food Retails หรือธุรกิจร้านอาหาร ภายใต้การดูแลของ บริษัท เอสคอมพานี จำกัด ประกอบด้วย ร้าน Est.33 , ร้าน Farm Design และร้านอาหารญี่ปุ่น Kitaohji 2.Product & Production ซึ่งมีหลายบริษัทอยู่ในส่วนนี้ ได้แก่ ‘บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด’ และ ‘บริษัท เฮสโก ฟู้ด จำกัด’ รับผิดชอบพัฒนาและผลิตโปรดักท์ออกสู่ตลาด ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C โดยมีลูกค้าเป็นแบรนด์ชั้นนำมากมาย อาทิ Made By TODD , Minor Food , King Power , Sodexo , ALDI, และ “บริษัท ข้าวพันดี จำกัด” จำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราข้าวพันดี และโปรดักท์ที่ทำมาจากข้าว เช่น ข้าวนึ่งเพื่อขายทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ใช่แค่นั้นยังมีการตั้ง “Food Innovation Center” ศูนย์นวัตกรรมในการวิจัยและละพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดในหมวดหมู่สินค้าใหม่ๆ เช่น สินค้าพร้อมรับประทาน (Ready to eat : RTE) อาหารพร้อมปรุง (Ready to cook : RTC)  โดยมีเทคโนโลยีเครื่องมือที่ถูกออกแบบเฉพาะ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่สามารถรองรับลูกค้าได้อย่างหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงในอนาคตวางแผนจะสร้าง “Food Valley” นิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทยและภูมิภาคอาเซียน​ ที่ได้รับความร่วมมือกันระหว่าง สิงห์คอร์เปอเรชั่น, สถาบันอาหาร, SME BANK และ สสว.บนพื้นที่รวมประมาณกว่า 2,000 ไร่ ในจังหวัดอ่างทอง ทั้งหมดนี้คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า  5,000-8,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต การเข้ามาดูแล ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส ให้ความสำคัญกับการเติบโตเป็นหลัก ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม คือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการตั้ง บริษัท เอสบีพี ดิจิทัล เซอร์วิส จำกัด โดยจะเข้ามาเนินธุรกิจทางด้านดิจิทัล และการใช้ประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับปรุงสินค้าให้ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกันหนึ่งในหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สามารถเติบโตอย่างแข็งเกร่งอยู่ที่ “ระบบโลจิสติกส์” ดังนั้นนอกจากดูแลฟู้ดแฟ็คเตอร์ส “ปิติ” จึงรับอีกหน้าที่ในการดูแล บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติสติคส์ จำกัด ภายใต้ชื่อ BevChain Logitics ให้บริการทางด้านการบริหารจัดการคลังสินค้า และด้านการจัดส่งสินค้า แม้วันนี้ “ฟู้ด แฟ็คเตอร์ส” จะยังมีรายได้ราว 400 - 500 ล้านบาท แต่ “ปิติ” เชื่อว่าภายใน 3 ปีรายได้จะก้าวกระโดดสู่หลัก 5,000 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิ 8-15% ได้ไม่ยาก หลังจากนั้นคาดหวังมุ่งทะยานสู่ระดับ 10,000 ล้านบาท ก่อนจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นอีก 1 เสาหลักที่เข้ามาเสริมแกร่งธุรกิจของ “สิงห์” ต่อไป ข้อมูลจาก positioningmag

11 มิ.ย. 2019